การร้อยไหมจมูก

การร้อยไหมจมูก คือการร้อยไหมยกกระชับปรับรูปทรงจมูก ซึ่งแต่ละคลินิกก็พัฒนาคิดค้นเทคนิดต่างๆ ให้สามารถทำอะไรได้มากขึ้นเพื่อตอบความต้องการของคุณน้องให้ได้มากที่สุดและร้อยไหมจมูกนั้นทำอะไรได้บ้าง?

การร้อยจมูกให้โด่งขึ้น

คือการใช้ไหมร้อยบริเวณหัวคิ้วไปลงไปถึงปลายจมูกของเรา เพื่อ ยกกระชับผิวของจมูกให้ดูเต่งตึงมากขึ้นและช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อยื้อคอลลาเจนหรือพังผืดมาปกคลุมบริเวณไหมที่ทำการร้อยเข้าไปทำให้จมูกของเรานั้นมีขนาดที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะเสริมได้ไม่โด่งเท่าวิธีเสริมด้วยซิลิโคน หรือการฉีดฟิลเลอร์

ร้อยไหมยกปลายจมูก

สำหรับคนที่มีจมูกที่โด่งอยู่แล้วแต่ต้องการปลายจมูกที่เชิดขึ้นเท่านั้นซึ่งวิธีการทำจะคล้ายๆ กับการเสริมจมูกโด่งคือการฉีดไหมเข้าไปในบริเวณที่ต้องการให้โด่งขึ้น ในกรณีนี้จะฉีดไหมเข้าไปบริเวณปลายจมูกด้านบนลงไปถึงบริเวณที่จมูกติดกับปาก ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราสร้างเนื้อจมูกและคอลลาเจนทำให้บริเวณนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นโด่งขึ้นนั่งเอง

ร้อยไหมลดปีกจมูก

วิธีนี้จะเป็นการลดปีกจมูกให้เล็กลงสำหรับคุณน้องที่มีปีกจมูกที่ใหญ่และกว้างถ้าต้องการจะลดให้มีขนาดเล็กลง ซึ่งการร้อยไหมลดปีกจมูกจะไม่เหมือนกับ 2 วิธีด้านบนวิธีนี้จะเป็นการร้อยไหมบริเวณปีกจมูกอีกฝั่งไปยังอีกฝั่งโดยจุดประสงค์ของร้อยไหมจุดนี้จะไม่เหมือนกับวิธีอื่นไม่ใช่การเสริมแต่เป็นการลดแทนเพราะฉะนั้นจุดเด่นของไหมที่ใช่จะไม่ใช่กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อหรือคอลลาเจนแต่เป็นยึดผิวหนังของเราให้ได้รูปมากที่สุด

สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่างๆของ Cloud สาธารณะ?

สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่างๆของ Cloud สาธารณะ?

ในขณะที่แพลตฟอร์มคลาวด์ทุกตัวมีข้อดีของตัวเองระบบคลาวด์สาธารณะมักถูกมองว่าเป็นรูปแบบการประมวลผลแบบคลาวด์ที่เป็นที่นิยมมากขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่

บริการคลาวด์สาธารณะสามารถช่วยให้องค์กรเร่งการเติบโตของธุรกิจของตนได้โดยมีภัยคุกคามด้านความปลอดภัยน้อยที่สุด ช่วยให้องค์กรต่างๆสามารถใช้ประโยชน์จากระบบศูนย์รวมและระบบเวอร์ช่วลไลเซชั่นได้สูงสุดซึ่งบริการคลาวด์คอมพิวติ้ง

ตอนนี้ให้เราทำการวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับประโยชน์ต่างๆที่แพลตฟอร์มระบบคลาวด์นี้นำเสนอ:

ตั

แอรอนนั้นต่างจากเก้าอี้สำนักงานทั่วไป

ทุกวันนี้กิจกรรมที่มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายทำมากที่สุดคือการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมง ร่างกายรับภาระหนักจนเรารู้สึก ปวดหลัง เมื่อยคอ บ่าไหล่ตึงแข็งเป็นก้อน หนักหน่อยก็ลุกลามจนปวดหัว ระบบประสาทและฮอร์โมนเรรวนกลายเป็น ‘โรคออฟฟิศซินโดรม’ ต้องวิ่งโร่หาคุณหมอให้ช่วยรักษา

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนำมาซึ่งความสะดวกสบาย และเชื้อเชิญให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจนฝืนธรรมชาติ ในเมื่อสรีระร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการนั่งต่อเนื่องได้ยาวเป็นวันๆ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ จึงหันมาผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนยุคใหม่ หนึ่งในนั้นคือ ‘Aeron’ จากค่ายเฮอร์แมน มิลเลอร์ (Herman Miller) เก้าอี้สำนักงานตัวแรกที่ถูกสร้างมาเพื่อพนักงานออฟฟิศโดยเฉพาะ

‘แอรอน’ เปิดตัวตัวครั้งแรกในปี 2537 ในฐานะเก้าอี้ตัวแรกที่พลิกโฉมหน้าตาเก้าอี้นั่งทำงานที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ บิล สตัมฟ์ (Bill Stumpf) และดอน แชดวิก (Don Chadwick) สองนักออกแบบเลือกละทิ้งรูปแบบเก้าอี้เดิมที่เราคุ้นชินด้วยการเลิกใช้เทคนิคโฟมและเบาะผ้าบุนวมเก้าอี้ให้หนานุ่ม และหันมาใช้วัสดุพิเศษที่เฮอร์แมน มิลเลอร์ คิดค้นและจดลิขสิทธิ์ขึ้นใหม่ มาพัฒนาควบคู่กับหลักสรีรศาสตร์และการยศาสตร์ นับแต่นั้นมาแอรอนก็กลายเป็นเก้าอี้สำนักงานที่ขายดีที่สุด เป็นที่รู้จัก และยอมรับกันทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

กว่า ‘แอรอน’ จะเจ๋งจนกลายเป็นไอเท็มยอดฮิตของเหล่ามนุษย์ทำงานและทำยอดขายมากถึง 8 ล้านตัวจาก 134 ประเทศทั่วโลก แรกเริ่มเดิมทีเก้าอี้ตัวนี้ถูกตั้งโจทย์ให้ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่ต้องใช้อิริยาบถนั่งยาวนานกว่าวัยอื่น ต่อมานักวิจัยการตลาดพบว่ากลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นวัยใช้แรงงานก็ต้องการการดูแลทำนองนี้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ยาวนานเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ร่างกายต้องรับภาระหนักไม่แพ้ผู้สูงวัย แอรอนจึงถูกปรับเปลี่ยนและพัฒนาต่อยอดให้กลายเป็นเก้าอี้เพื่อคนทำงาน

มาเรีย แอนดรูว์ (Maria Andreu) ผู้เชี่ยวชาญด้านการยศาสตร์และการจัดสรรพื้นที่ที่อยู่อาศัยในออฟฟิศประจำแบรนด์เฮอร์แมน มิลเลอร์ อธิบายให้ฟังว่า แอรอนนั้นต่างจากเก้าอี้สำนักงานทั่วไปตรงที่ถูกคิดค้นมาแล้วว่า ‘เหมาะกับสรีระและพฤติกรรมการใช้งานของมนุษย์ยุคดิจิทัล’

การเปรียบเทียบประกันรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นประกันประเภทไหนก็ตาม

การซื้อประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันประเภทไหนก็ตาม อาจเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ การซื้อประกันรถยนต์ก็เช่นกัน ผู้ที่เพิ่งเคยซื้อประกันรถยนต์เป็นครั้งแรกมักทำพลาด โดยการตกลงรับข้อเสนอแรกจากบริษัทประกันรถยนต์โดยไม่ได้ดูว่า เงินที่กำลังจะจ่ายไป จ่ายให้กับอะไรบ้าง แล้วจะได้รับความคุ้มครองอะไร
หากคุณกำลังมองหาเปรียบเทียบประกันรถยนต์อยู่ และคิดว่าข้อเสนอที่ได้รับอาจไม่เหมาะกับงบประมาณที่มี คุณสามารถใช้ปัจจัยอีกอย่างในการเลือก บริษัทประกันรถยนต์ ซึ่งก็คือ ดูว่าพวกเขาตอบคำถามพื้นฐาน เหล่านี้ได้ดีหรือไม่

1. ปัจจัยความเสี่ยงของฉันสูงขนาดไหน

ผู้ทำประกันแต่ละคนจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่เท่ากัน บริษัทประกันจะตัดสินราคาเบี้ยประกันรถยนต์โดยยึดจากปัจจัยต่างๆ ของตัวคุณเอง หลักๆ ก็คือ ประสบการณ์การขับขี่ อายุ ประวัติอาชญากรรม และที่อยู่
อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์ คือ ประเภทของรถที่คุณใช้ ราคาประกันรถยนต์อาจสูงขึ้น ขึ้นอยู่กับชนิดเครื่องยนต์ ขนาด และยี่ห้อของรถ เช่น คุณขับรถเก๋งหรือ SUV ขับยี่ห้อโตโยต้า หรือเบนซ์ เป็นต้น

2. มีอะไรที่อาจต้องจ่ายภายหลังบ้าง?

หากราคากรมธรรม์ราคาดูดีเกินไป นั่นอาจเป็นเพราะบริษัทประกันจะมาเรียกค่าใช้จ่ายจากคุณเพิ่มทีหลัง การอ่านรายละเอียดกรมธรรม์ให้ดีๆ ก่อนจะตัดสินใจทำประกันจะช่วยให้คุณได้เห็นค่าใช้จ่ายที่อาจจะโผล่มาทีหลังได้
หากคุณไม่รู้ว่าจะต้องดูตรงไหนบ้าง อาจเริ่มจากหาข้อมูลประสบการณ์จริงของผู้ใช้บริการคนอื่นๆ ที่อาจเคยมีประสบการณ์แย่ๆ กับประกันรถยนต์ ถามเพื่อนที่เคยต้องจ่ายเงินหนักๆ มาก่อน หรือหาข้อมูลจากเจ้าของรถยนต์คนอื่นๆ ในอินเตอร์เน็ต

3. มีส่วนลดอะไรให้ฉันบ้าง?

มีปัจจัยอื่นๆ อีกที่จะสามารถช่วยดึงราคาเบี้ยประกันรถยนต์ของคุณลงมาได้ ส่วนลดพิเศษต่างๆ มักมีเงื่อนไขแตกต่างกันแล้วแต่บริษัท ซึ่งส่วนมากแล้ว ส่วนลดเหล่านี้จะไม่ได้รับการโฆษณานัก
หากบริษัทประกันรถยนต์ของคุณไม่ยอมบอกเรื่องส่วนลดที่คุณสามารถใช้ได้ ลองหาข้อมูลมาก่อนแล้วยกเรื่องส่วนลดมาพูดได้เลย ตัวอย่างส่วนลด เช่น บริษัทประกันอาจลดราคาเบี้ยประกันรถยนต์ให้คุณ หากคุณเคยซื้อผลิตภัณฑ์อย่างอื่นจากพวกเขามาก่อน

4. ถ้าฉันรถชน จะเกิดอะไรขึ้น?

เหตุผลหลักอย่างหนึ่งที่คนเลือกสมัครประกันรถยนต์ก็เพื่อความคุ้มครองด้านการเงินหลังจากรถชน หากคุณดูประกันรถยนต์ ให้ดูที่เงื่อนไขและข้อกำหนดของเหตุการณ์การชน กรณีรถพังยับ และความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
ความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก หมายถึง สิ่งที่เจ้าของรถต้องจ่ายให้กับความเสียหายต่อบุคคลที่สาม เช่น ทรัพย์สินส่วนบุคคลที่เสียหาย การบาดเจ็บ หรือการเสียชีวิตของคนเดินถนน แทบทุกประเทศทั่วโลกกำหนดให้รถทุกคันอย่างต่ำต้องมีความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก
นอกจากความคุ้มครองความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอกแล้ว คุณต้องมีความคุ้มครองที่เกิดจากการชนเพื่อคุ้มครองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถของคุณ คุณอาจถามรายละเอียดจากผู้ให้ประกันว่า มีวงเงินเท่าไรสำหรับค่าซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถ รวมถึงการเปลี่ยนส่วนประกอบต่างๆ ของรถด้วย นอกจากนี้ ก็มีความคุ้มครองเมื่อเกิดการบาดเจ็บส่วนบุคคล ที่จะช่วยเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้กับคุณและผู้โดยสารหากเกิดการบาดเจ็บ
อีกสิ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงความมีคุณภาพของบริษัทประกันรถยนต์ คือ หากกรณีที่แย่ที่สุด รถของคุณพังยับจากอุบัติเหตุ พวกเขาจะจ่ายเงินให้กับคุณเท่าไร ซึ่งประกันรถยนต์ชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองกรณีนี้ รวมถึงเมื่อรถของคุณถูกขโมยหรือถูกทำลายจากอัคคีภัยและภัยธรรมชาติต่างๆ

5. ถ้าคนอื่นขับรถของฉันล่ะ?

แน่นอนว่าสักวันหนึ่ง จะต้องมีใครสักคนที่ไม่ใช่คุณมาขับรถของคุณแน่ๆ อาจเป็นน้องสาว เพื่อนสนิท หรือลูกชายก็ได้ หากพวกเขาขับรถของคุณแล้วเกิดอุบัติเหตุ คุณต้องแน่ใจก่อนว่า ผู้ให้ประกันรถยนต์ของคุณจะมอบความคุ้มครองให้กับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นด้วย ไม่อย่างนั้น คุณอาจต้องจ่ายเงินค่าซ่อมแซมรถเอง
นอกจากนี้แล้ว คุณควรถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในทางกลับกันบ้าง ซึ่งหมายถึง กรณีที่คุณขับรถคนอื่น และอาจรวมถึงกรณีที่คุณขับรถเช่าหรือรถบริษัทด้วย

6. ถ้าฉันซื้อรถใหม่ล่ะ

สมมุติว่า หลังจากสามสี่ปีผ่านไป คุณตัดสินใจจะนำรถไปขายแล้วซื้อรถคันใหม่มาแทน คุณอาจซื้อรถใหม่ที่แตกต่างจากคันเดิมอย่างสิ้นเชิง หรือประหยัดเงินแล้วซื้อรถมือสองแทน
เนื่องจากการประเมินความเสี่ยงสำหรับกรมธรรม์ประกันรถยนต์ของคุณเป็นของรถคันเดิม เงื่อนไขต่างๆ อาจไม่เหมาะสมกับรถคันใหม่ของคุณก็ได้ ลองถามบริษัทประกันรถยนต์ดูว่า ถ้าจะประเมินกรมธรรม์ (และเบี้ยประกัน) ใหม่ จะยากมากน้อยเพียงใด

7. ถ้าฉันอยากยกเลิกกรมธรรม์ล่ะ

หากคุณไม่พอใจบริษัทประกันรถยนต์ปัจจุบัน คุณอาจเปลี่ยนไปใช้บริการของบริษัทอื่นดู หรือหากคุณตัดสินใจว่าจะไม่ใช้รถอีกต่อไปแล้ว และอยากยกเลิกกรมธรรม์ก่อนขายรถ เมื่อบริษัทประกันรถยนต์เห็นว่าจะต้องเสียลูกค้า นี่เป็นโอกาสที่คุณจะได้เห็นว่า พวกเขาน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
บริษัทประกันรถยนต์ที่ดีจะเคารพความต้องการของคุณ และจะทำให้การยกเลิกกรมธรรม์เป็นไปอย่างง่ายดาย ขณะที่บางบริษัทอาจสร้างเงื่อนไขและอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้การยกเลิกยุ่งยาก หรืออาจจะยังเรียกเก็บเงินจากคุณอยู่แม้คุณจะยกเลิกกรมธรรม์ไปแล้ว

8 ข้อตกลงในการให้บริการที่มีการจัดการ

8 ข้อตกลงในการให้บริการที่มีการจัดการ

การเอาท์ซอร์สกระบวนการด้านไอทีของคุณไปยังผู้ให้บริการด้านการจัดการ (MSP) เป็นแนวคิดที่ดี แต่เพื่อประโยชน์สูงสุดจาก MSP เป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ในหน้าเดียวกันเกี่ยวกับความต้องการและการส่งมอบ

ด้วยข้อตกลงบริการจัดการที่ถูกต้องซึ่งระบุถึงบริการของ MSP ลูกค้าสามารถสร้างความคาดหวังที่เหมือนจริงในขณะที่ครอบคลุม MSPs กับหนี้สิน

ในขณะที่สร้างข้อตกลงในการให้บริการที่มีการจัดการมีบางอย่างที่คุณไม่ควรพลาด มาดูรายละเอียดกันเถอะ

1. บริการ

สิ่งแรกและสำคัญที่สุดที่จะรวมอยู่ในข้อตกลงของคุณคือประเภทของบริการที่คุณจะให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเมฆบริการสนับสนุนหรือแพคเกจทั้งหมด ทุกอย่างควรมีการระบุไว้อย่างชัดเจน เป็นสิ่งสำคัญที่จะกล่าวถึงบริการที่ได้รับการยกเว้นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนในอนาคต

2. เวลาตอบสนอง

ข้อตกลงควรระบุช่วงเวลาที่คุณจะตอบสนองต่อปัญหาที่ลูกค้านำเสนอ ตรวจสอบว่าคุณได้ระบุเวลาทำการและถ้าคุณจะให้บริการนอกเหนือจากเวลาทำการดังกล่าว ถ้าใช่แล้วจะมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมหรือไม่

3. ความรับผิดชอบ

ข้อตกลงในการให้บริการที่มีการจัดการของคุณควรจะอธิบายถึงทุกสิ่งที่คุณจะต้องรับผิดชอบในระหว่างการติดต่อกับลูกค้า ควรระบุว่าคุณจะรับผิดชอบอะไรในกรณีที่เกิดความล้มเหลวของระบบฮาร์ดแวร์หรือเครือข่ายหรือบกพร่อง

สถานการณ์ดังกล่าวทั้งหมดควรได้รับการชี้แจงในรายละเอียดเพื่อให้ลูกค้าไม่เข้าใจผิดเกี่ยวกับบริการของคุณ

4. ความพร้อมใช้งาน

ลูกค้าของคุณสามารถสร้างความคาดหวังที่ไม่สมจริงเกี่ยวกับบริการที่พวกเขาจะได้รับจากคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งนี้สิ่งสำคัญคือคุณต้องกำหนดบริการที่สมจริงซึ่งคุณจะสามารถให้บริการได้ ตัวอย่างเช่นคุณจะแก้ไขปัญหาความผิดพลาดหรือภัยพิบัติได้เร็วแค่ไหน? การสำรองข้อมูลจะทำบ่อยแค่ไหน? จะให้ความมั่นใจกับบริการของคุณอย่างแท้จริง

5. ความต้องการของลูกค้า

เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกร้องค่าความต้องการของลูกค้าที่ไม่สมควรเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณในการกำหนดความต้องการระบบของคุณ สิ่งที่หมายถึงคือต้องมีมาตรฐานบางอย่างที่กำหนดไว้ในข้อตกลงโดยขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าสามารถให้บริการของคุณได้ หากไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้คุณจะไม่รับผิดชอบต่อการให้บริการของคุณ

6. การรับประกัน

อย่าให้คำมั่นสัญญามากกว่าที่คุณจะทำได้ ในขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าคุณเป็นพันธมิตรกับลูกค้ารายใดรายหนึ่งของคุณต้องมั่นใจว่าผลงานและความสามารถของคุณ วิธีที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการค้ำประกันเท็จเพื่อที่จะได้รับลูกค้าที่คาดหวัง

7. ประสิทธิภาพ

ข้อตกลงของคุณควรจัดทำเอกสารเกี่ยวกับความคาดหวังเกี่ยวกับประสิทธิภาพของระบบด้วยความชัดเจน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากคุณกำลังติดต่อกับบริการเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์เวิร์กสเตชันและระบบของบุคคลที่สาม

8. ความสำคัญ

เป็นไปได้ว่าลูกค้าของคุณอาจทำให้คุณมีปัญหาและทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้คุณต้องกำหนดลำดับความสำคัญของคุณโดยไม่เกิดความสับสน ช่วยให้ลูกค้าของคุณทราบได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาใดที่สามารถระบุได้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนและใครสามารถรอคำตอบได้อีกนิด

ดังนั้นในครั้งต่อไปเมื่อคุณได้รับข้อตกลงที่พร้อมให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเห็บจุดเหล่านี้ออกจากรายการของคุณสำหรับพันธมิตรที่ราบรื่น